จงติตนเองเหมือนกับที่ติคนอื่น และจงให้อภัยคนอื่นเหมือนกับที่ให้อภัยตนเอง
 

   ฎีกาน่าสนใจ
 
ออกหนังสือเตือนด้วยความผิดเดียวกันภายในวันเดียวกัน 3 ฉบับ
วันที่ : 25 เมษายน 2555

ข้อเท็จจริง
ลูกจ้างทำหน้าที่เป็นพนักงานเติม
วัตถุดิบ โดยต้องยกวัตถุดิบไปเติมที่เครื่อง โดยทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่เข้าทำงาน  จนกระทั่งปี 2548  ลูกจ้างได้ลาป่วยในวันที่ 21 และวันที่ 22 มกราคม 2548 และวันที่ 25 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เพราะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ ต่อมาได้ขอลาอุปสมบทตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โดยได้รับอนุญาตจากนายจ้าง
            เมื่อลูกจ้างกลับเข้าปฏิบัติงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฎว่า นายจ้างได้จ้างบุคคลอื่นทำงานแทนลูกจ้างแล้ว    และนายจ้างได้มีคำสั่งย้ายให้ลูกจ้างไปปฏิบัติ
หน้าที่ทำความสะอาดเก็บขยะ  โดยจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม  หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งลูกจ้างให้ไปทำงานที่บริเวณเก็บขยะ  แต่ลูกจ้างปฏิเสธ   ดังนั้น นายจ้างจึงได้ออกหนังสือเตือนว่า ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ ในเวลา 9.15 น.  ต่อมาเวลา 11.30 น.ในวันเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานแต่ลูกจ้างก็ยังไม่ปฏิบัติงานตามคำสั่งจึงได้มีหนังสือเตือน ฉบับที่ 2 จนกระทั่งเวลา 14.30 น. ของวันดังกล่าว ลูกจ้างยังคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง นายจ้างจึงเลิกจ้างลูกจ้าง

ประเด็นวินิจฉัย

1. การ ที่นายจ้างมีคำสั่งย้ายลูกจ้างจากพนักงานเติมวัตถุดิบเป็นพนักงานทำความ สะอาดเก็บขยะบริเวณโรงเก็บขยะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้ต่ำกว่าเดิม หรือไม่
2. การที่ลูกจ้างไม่ยอมปฏิบัติงานทำความสะอาดเก็บขยะ  และนายจ้างมีหนังสือเตือนแล้วเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างหรือไม่

 

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 583
บัญญัติว่า “ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของ นายจ้าง อันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือ ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี  ละทิ้ง การงานไปเสีย ก็ดี กระทำความผิด อย่างร้ายแรง ก็ดี หรือ ทำประการอื่น อันไม่สมแก่ การปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้ลุล่วงไป โดยถูกต้อง และสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือ ให้สินไหมทดแทนก็ได้”

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า “การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง  ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง   ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้าง  ที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน
ของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการ  เลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา
”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า “ใน กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิก จ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ  และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119   บัญญัติว่า  นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้.......

                (4)  ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม   และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว  เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

            หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

 

การ ที่นายจ้างมีคำสั่งย้ายลูกจ้างจากพนักงานเติมวัตถุดิบเป็นพนักงานทำความ สะอาดเก็บขยะบริเวณโรงเก็บขยะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้ต่ำกว่าเดิม หรือไม่
ลูกจ้างหยุดงานหลายวันเนื่องมาจากอาการป่วย จากการยกของหนัก การที่นายจ้างให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเก็บขยะซึ่งแม้จะมีลักษณะ งานแตกต่างกว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานแต่ก็เนื่องมาจากอาการป่วยของลูกจ้างเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่การทำงานในตำแหน่งเดิม  โดยงานทั้งสองประเภทมิได้แตกต่างกันมาก  แม้ ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานต่ำลง แต่ก็เพราะเหตุผลจากสุขภาพของลูกจ้างเอง การย้ายลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใกล้เคียงตำแหน่งเดิม โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราเท่าเดิมโดยมิได้กลั่นแกล้งย้ายตำแหน่งหน้าที่ ลูกจ้าง  คำสั่งของนายจ้างที่เปลี่ยนลักษณะการทำงานของลูกจ้างจากการเป็นพนักงานยกของเติมวัตถุดิบเป็นการทำความสะอาดเก็บขยะจึงเป็นคำสั่งที่ชอบ

 

การที่ลูกจ้างไม่ยอมปฏิบัติงานทำความสะอาดเก็บขยะ  และนายจ้างมีหนังสือเตือนแล้วเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างหรือไม่
การที่ลูกจ้างไม่ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของนายจ้างดังกล่าว   ซึ่งถือได้ว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ โดยนายจ้างได้ออกหนังสือเตือน จำนวน 3 ฉบับ อันเป็นความผิดเดียวกันต่อเนื่องภายในวันเดียวกัน   
            เนื่องจากตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง ได้กำหนดให้การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรให้กระทำได้เมื่อลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน สำหรับครั้งแรก ดังนั้น การที่นายจ้างมีหนังสือเตือนฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2   โดย ที่ลูกจ้างยังมิได้ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว จึงเป็นการตักเตือนโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และเมื่อนายจ้างมีหนังสือเลิกจ้างตามหนังสือการลงโทษทางวินัย   จึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน   และเพราะมิใช่การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)
            แต่การที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง เป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย   นายจ้างจึงไล่ลูกจ้างออกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583  และมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49   นายจ้างจึงมิต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง

            ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่าย
ค่าชดเชยและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนให้แก่ลูกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67   แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9033/2550

 
 
 

บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ : 02-513-7445, 081-819-4332 โทรสาร :02-511-3903 ต่อ 102
E-mail Address : webmaster@one-stophr.com

Connect with us.