จงติตนเองเหมือนกับที่ติคนอื่น และจงให้อภัยคนอื่นเหมือนกับที่ให้อภัยตนเอง
 

   แหล่งข้อมูล
 
การพนักงานหรือแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการ
วันที่ : 18 เมษายน 2555

ในการทำงานระหว่างเจ้าของสถานประกอบการกับพนักงานในระดับต่างๆ หรือที่เรียกว่า นายจ้างกับลูกจ้างนั้น จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และกติกาหลายประการเกิดขึ้น เพื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์และสนองความต้องการของคนทั้งสอง ฝ่ายให้เป็นไปอย่างมั่นคงและเกิดความพึงพอใจระหว่างกันเพื่อให้การทำงานหรือ การดำเนินธุรกิจการงานเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้น จึงปรากฏคำว่า การพนักงานสัมพันธ์ (EMPLOYEE RELATIONS), แรงงานสัมพันธ์ (LABOUR RELATIONS) และการอุตสาหกรรมสัมพันธ์ (INDUSTRIAL RELATIONS) ขึ้น ซึ่งแต่ละคำมีความหมาย เพื่ออธิบายสัมพันธภาพระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ดังกล่าว

            ใน ที่นี้จะกล่าวถึงแต่เพียง การพนักงานสัมพันธ์เป็นหลักและอาจสรุปความหมายของคำนี้โดยสังเขปได้ว่า เป็นกฎเกณฑ์กติกาความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในการทำงาน ของคนทั้งสองฝ่าย มีองค์ประกอบที่เป็นแนวทางปฏิบัติในเรื่องของการเรียกร้อง การเจรจารต่อรอง การทำสัญญาเจรจาต่อรองในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเพื่อเป็นการธำรงไว้ ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง อันนำมาซึ่งความสงบสุขในอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL PEACE) ได้ในที่สุด เมื่อพิจารณาดูคร่าวๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่าการพนักงานสัมพันธ์จะมีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า แรงงานสัมพันธ์ อยู่เป็นอันมาก แต่ข้อแตกต่างอันหนึ่งที่แยกถ้อยคำทั้งสองออกจากกันอย่างค่อนข้างชัดเจน ก็คือ

           

            “แรงงานสัมพันธ์” จะเน้นเรื่องที่เป็นกฎเกณฑ์อันเสมือนหนึ่งหัวใจของระบบแรงงานสัมพันธ์อย่าง เคร่งครัดโดยเป็นกติกาของระบบไตรภาคี คือ รัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งได้กำหนดบทบาท หน้าที่และสิทธิความรับผิดชอบ ไว้ตามกฎหมายแรงงานอันเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามและมีบทบังคับชี้ขาด เพื่อให้คู่กรณีดำเนินการตามคำสั่งนั้นๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

            ส่วน “การพนักงานสัมพันธ์” เป็น สิ่งที่เกี่ยวกับระบบ กฎเกณฑ์หรือจารีตประเพณีปฏิบัติ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เน้นให้เป็นไปในแนวทางสมานฉันท์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ

           

            เมื่อ มีการกล่าวถึง การแรงงานสัมพันธ์ หรือการพนักงานสัมพันธ์ ขึ้นมาเมื่อใด บุคคลทั่วไปจะมีจินตนาการเกี่ยวกับสหภาพแรงงาน การเจรจายื่นข้อเรียกร้อง การประนอมข้อพิพาทแรงงานและการนัดหยุดงานหรือแม้แต่การประท้วงของพนักงาน อย่างรุนแรงขึ้นมาทันทีแต่ทว่าที่นี้จะกล่าวถึงการพนักงานสัมพันธ์ที่เป็น มุมมองของสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีระบบสหภาพ แรงงานเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือ เป็นสถานประกอบกิจการที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในระบบทวิภาคี ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น

            การ พนักงานสัมพันธ์สามารถส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อสิ่งต่างๆ ทั้งในระดับสถานประกอบกิจการของนายจ้างเอง หรือแม้แต่ในระดับมหภาค คือ ส่งผลกระทบต่อรัฐ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และประชาชนโดยรวมได้ อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจชะงักจากการนัดหยุดงานหรือทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจากผลิต ภาพของกำลังแรงงานที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถก็ได้

            สำหรับ ในสถานประกอบกิจการต่างๆ การพนักงานสัมพันธ์ จะถูกจัดให้อยู่ในสายงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่คอยควบคุมดูแลและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์   แต่ ในบางสถานประกอบกิจการ อาจมีการยกระดับฐานะหน่วยงานการพนักงานสัมพันธ์ ให้เทียบเท่ากับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการของฝ่ายนายจ้างเอง

 

ภารกิจเบื้องต้นของหน่วยงานแรงงานสัมพันธ์หนือพนักงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการ จะมีลักษณะเบื้องต้น ดังนี้ คือ

            1. ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและคำสั่งต่างๆ ให้พนักงานได้รับทราบ

            2. ออกกฎระเบียบข้อบังคับในการทำงาน

            3. ดำเนินการตามระเบียบการร้องทุกข์ขององค์กร ให้พนักงานระดับต่างๆ

            4. ร่วมปรึกษาหารือกับฝ่ายลูกจ้างหรือคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ

            5. ให้การศึกษาและฝึกอบรมพัฒนาพนักงานในทุกระดับ

            6. ควบคุมดูแลและติดตามผลการปฏิบัติตามระเบียบคำสั่ง

            7. หาแนวทางในการรักษาความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่พนักงาน

            ภาระกิจของหน่วยงานนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในรายละเอียดบางประการได้ ตามใบพรรณนาลักษณะงาน (JOB DESCRIPTION) ของ แต่ละสถานประกอบการ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นและน่าสนใจอันหนึ่งในการบริหารระบบการพนักงานสัมพันธ์ ในสถานประกอบกิจการที่มีมีสหภาพแรงงานหรือนายจ้างไม่ต้องการให้เกิดระสหภาพ แรงงานขึ้นในองค์กร ก็คือ การใช้นโยบายแรงงานสัมพันธ์หรือการพนักงานสัมพันธ์แบบเชิงรุก ซึ่งเป็นการแก้ไขหรือขจัดปัญหาขัดแย้ง ด้วยระเบียบวิธีการร้องทุกข์ที่รวดเร็วและเป็นธรรม การเอาใจใส่ดูแลสภาพความเป็นอยู่ลูกจ้าง เป็นอย่างดี แนวปฏิบัติที่ว่านี้มีองค์ประกอบ คือ

·         การจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม

·         การติดต่อสื่อสารระหว่างฝ่ายบริหารจัดการและฝ่ายพนักงานลูกจ้างที่ดี

·         การสร้างความท้าทายเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและให้รู้สึกว่ามีความก้าวหน้าในการทำงาน

·         การเอาใจใส่ดูแลในเรื่องของสภาพการทำงาน สุขภาพ ความปลอดภัย และสัวสดิการที่ดี

สิ่งดังกล่าวนี้อาจเป็นแนวทางอันหนึ่งที่จะสามารถป้องกันความขัดแย้งระหว่างฝ่าย

นาย จ้างกับฝ่ายลูกจ้างได้ตั้งแต่แรกเริ่ม มิใช่เพียงกิจการที่ไม่มีสหภาพแรงงานที่จะได้รับประโยชน์จากแนวปฏิบัตินี้ เท่านั้น แต่หลักการดังกล่าวก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับกิจการที่มีสหภาพแรงงานใน การรับไว้พิจารณาด้วยเช่นกัน

            เมื่อ มีการจัดตั้งหน่วยงานด้านพนักงานสัมพันธ์ขึ้นในสถานประกอบการ บุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติงานนี้ก็จะต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในอันที่จะปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมสูงสุด เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใกล้ชิด ในการช่วยให้ระบบการพนักงานสัมพันธืเป็นไปอย่างราบรื่น ส่งผลต่อคุณภาพและความมีประสิทธิผลในการตัดสินใจดำเนินแนวนโยบายด้านการ พนักงานสัมพันธ์ของเจ้าของสถานประกอบกิจการ สำหรับบุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในด้านการหนักงานสัมพันธ์ควรมีคุณสมบัติ หรือมีความรู้ความสามารถในเรื่องต่างๆ ดังนี้

·         มีความรู้ทางด้านกฎหมายแรงงานระเบียบข้อบังคับ และแนวทางปฏิบัติทางด้านแรงงาน

·         รอบรู้งานด้านต่างๆ ในการจัดการทรัพยากรบุคคล

·         มีความรู้ความเข้าใจงานของผู้บริหารสานงานหลักและสายงานอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน

·         สามารถปฏิบัติงานหรือประสานงานกับแผนกอื่นๆ ในลักษณะการทำงานเป็นทีมร่วมกันได้

·         มีทักษะในการใช้ระบบการพนักงานสัมพันธ์เป็นเครื่องมือเชิงสร้างสรรค์เพื่อบริหารความเปลี่ยนแปลงภายในสถานประกอบการได้

·         มีความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรลูกจ้างในระดับต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานในอนาคต

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการในการบริหารระบบการพนักงานสัมพันธ์ ให้

ทรง ประสิทธิภาพและบังเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็คือ ตัวนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั่นเองเพราะแม้ว่าจะมีระบบที่ดีและมี บุคลากรด้านการพนักงานสัมพันธ์ที่มีคุณภาพเพียงใด หากแต่นายจ้างผู้เป็นเจ้าของสถานประกอบกิจการไม่ให้การสนับสนุน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ มีปัจจัยสำคัญหลากหลายประการที่ส่งผลให้ระบบการดำเนินงานของการพนักงาน สัมพันธ์ล้มเหลวหรือไม่เกิดผลอันใดมาสู่พนักงานส่วนของปัจจัยเหล่านั้นก็คือ การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่ภาครัฐบัญญัติขึ้น เพื่อให้เกิดความสงบสุขและเป็นธรรมในสัมพันธภาพระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ทั้งนี้รวมไปถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพของลูกจ้างและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่ เป็นธรรม ในระบบการทำงานและระบบการจ้างงานของสถานประกอบการสิ่งดังกล่าวจะแสดงออกได้ เด่นชัดในเรื่องของขวัญกำลังใจในการทำงาน เมื่อระบบการพนักงานสัมพัน์ล้มแหลวและมีความคิดในเชิงลบอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ กันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่แสดงออกมา จากพนักงานลูกจ้างในลักษณะของการต่อต้านโดยสงบได้หลายรูปแบบ สำหรับกรณีสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพแรงงาน เช่น การถ่วงงานทำงานช้าลงหรือเฉื่อยงาน, การลาออกทั้งกลุ่มคณะหรือแผนก, การลากิจ ลาพักร้อน หรือลาป่วยพร้อมกัน เป็นต้น กรณีที่เหตุขัดแย้งบานปลายอาจมีการกระทำกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ อาทิ การล่ารายชื่อเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง, การนัดหยุดงานทันที ซึ่งการนัดหยุดงานในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายแรง งานและอาจได้รับโทษทางอาญาได้

            จะ เห็นได้ว่า การใช้กุศโลบายในการบริหารจัดการด้านพนักงานสัมพันธ์ มีความสำคัญและเป็นคุณแก่นายจ้างอย่างยิ่ง ในอันที่จะนำพาองค์กรธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ เพราะการพนักงานสัมพันธ์นั้นสามารถทำให้พนักงานเกิดขวัญกำลังในใจการทำงาน ซึ่งเป็นสภาวะจิตใจที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจและต้องการที่จะปฏิบัติ งานให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของส่วนรวมด้วยความเต็มใจ เป็นกุญแจนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ จากพนักงาน ดังจะเห็นได้จากบริษัทฯ ชั้นนำต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญในเรื่องการพนักงานสัมพันธ์หรือแรงงานสัมพันธ์อย่างมาก และสิ่งนี้เป็นช่องทางนำไปสู่การเปิดโอกาสให้พนักงานได้เสนอแนะแนวคิดต่างๆ จาการทำงานของตน มาเสริมสร้างธุรกิจให้แก่นายจ้าง โดยผ่านกิจกรรมที่ดำเนินการสืบเนื่องมาจากระบบการพนักงานสัมพันธ์ เช่น กิจกรรม 5 ส. KAIZEN QCC, SUGGESTION เป็น ต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ความรู้ และบางอย่างอาจนำมาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ทรง คุณค่ายิ่งแก่วงการอุตสาหกรรม สุดท้ายจะนำไปสู่ความวัฒนาถาวรขององค์กรธุรกิจและผู้เป็นเจ้าของสถานประกอบ การได้ในที่สุด

 

   วารสารแรงงานสัมพันธ์ฉบับ พัฒนามาตรฐานแรงงาน

ปีที่ 48 ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2548 – มกราคม 2549
 
 
 

บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ : 02-513-7445, 081-819-4332 โทรสาร :02-511-3903 ต่อ 102
E-mail Address : webmaster@one-stophr.com

Connect with us.