จงติตนเองเหมือนกับที่ติคนอื่น และจงให้อภัยคนอื่นเหมือนกับที่ให้อภัยตนเอง
 

   แหล่งข้อมูล
 
แนวปฏิบัติการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายใหม่
วันที่ : 18 เมษายน 2555

ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

•         กำหนดแนวทางและปรับปรุงวิธีการในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เหมาะสม

•         กำหนด บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองคนพิการเพื่อมิให้มีการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุสภาพทางกายหรือสุขภาพ

•         คน พิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือจากรัฐ ตลอดจนกำหนดให้รัฐต้องสงเคราะห์คนพิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเอง ได้

 

นิยาม “คนพิการ”

หมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป

ประเภทความพิการ

  1. ทางการเห็น 
  2. ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย
  3. ทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย
  4. ทางจิตใจหรือพฤติกรรม หรือออทิสติก
  5. ทางสติปัญญา
  6. ทางการเรียนรู้

1. การเห็น

•         ตาบอด = เมื่อตรวจวัดสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดาแล้ว อยู่ในระดับแย่กว่า ๓ ส่วน ๖๐ เมตร(/๖๐) หรือ ๒๐ ส่วน ๔๐๐ ฟุต (๒๐/๔๐๐) ลงมาจนกระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือมีลานสายตาแคบกว่า ๑๐ องศาหรือมีลานสายตาแคบกว่า ๑๐ องศา

 

•         ตาเห็นเลือนราง = เมื่อตรวจวัดสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดาแล้วอยู่ ในระดับตั้งแต่ ๓ ส่วน ๖๐ เมตร (๓/๖๐) หรือ ๒๐ ส่วน ๔๐๐ ฟุต (๒๐/๔๐๐) ไปจนถึงแย่กว่า ๖ ส่วน ๑๘ เมตร (๖/๑๘)หรือ ๒๐ ส่วน ๗๐ ฟุต (๒๐/๗๐) หรือมีลานสายตาแคบกว่า  ๓๐ องศา

 

คนพิการทางการเห็นไม่ครอบคลุมถึง

  • มีตาพิการหรือตาบอดเพียง    ข้าง
  • มีตาบอดสี
  • มีตาเข  ตาเหล่

กรณีสภาพความพิการที่สามารถเห็นได้โดยประจักษ์ไม่ต้องมีใบรับรองความพิการ

•         พิการทางการเห็น

–         ไม่มีลูกตา                      

–         ไม่มีลูกตาดำ ทั้งสองข้าง

–         ลูกตาสีขาวขุ่น     

–         ลูกตาฝ่อ            

 

2. การได้ยินหรือสื่อความหมาย

•         หูหนวก = ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ได้ยินดีกว่าที่ความดังของเสียง ๙๐ เดซิเบลขึ้นไป 

•         หูตึง = ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ได้ยินดีกว่าที่ความดังของเสียงน้อยกว่า ๙๐ เดซิเบลลงมาจนถึง ๔๐ เดซิเบล(เดิม เกิน ๕๕ เดซิเบลขึ้นไป)

•         สื่อความหมาย = พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือพูดแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ


กรณีสภาพความพิการไม่สามารถได้ยินโดยประจักษ์ไม่ต้องมีใบรับรองความพิการก็ได้ กรณีพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายโดยประจักษ์

      -   หูหนวก  ไม่มีรูหูทั้งสองข้าง

 

3. การเคลื่อนไหวหรือทางกาย

            การเคลื่อนไหว = บกพร่องในการเคลื่อนไหว ได้แก่ มือ เท้า แขน ขา  อาจมาจากสาเหตุอัมพาต แขน ขา อ่อนแรง  แขน ขาขาด หรือเจ็บป่วยเรื้อรังจนกระทบต่อการทำงานของมือ เท้า แขน ขา

            ทางกาย = บกพร่อง/มีความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน 

กรณีสภาพความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางกายโดยประจักษ์ไม่ต้องมีใบรับรองความพิการ

–         แขนขาด  ระดับข้อมือขึ้นไป อย่างน้อยหนึ่งข้าง

–         ขาขาด    ระดับข้อเท้าขึ้นไป อย่างน้อยหนึ่งข้าง

 

4.  ทางจิตใจหรือพฤติกรรม หรือออทิสติก

            จิตใจหรือพฤติกรรม = ความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจ หรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ หรือความคิด

            ออทิสติก  = บกพร่องทางพัฒนาการ ด้านสังคม ภาษา/การสื่อความหมาย พฤติกรรมและอารมณ์ โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสมอง แสดงออกก่อนอายุ ๒ ปีครึ่ง

 

5. ทางสติปัญญา

            สติปัญญา = มีพัฒนาการช้ากว่าปกติ  หรือมีระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลทั่วไป  /แสดงออกก่อนอายุ ๑๘ ปี

 

6. ทางการเรียนรู้

            การเรียนรู้ = มีความบกพร่องทางสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องด้าน

    • การอ่าน
    • การเขียน
    • การคิดคำนวณ หรือการเรียนรู้พื้นฐานอื่นโดยทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุและระดับสติปัญญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มาตรา ๓๓

•         ให้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสม กับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ

•         ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของ สถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน

กฎกระทรวงรองรับ

•         กฎ กระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงานและ จำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุน พ.ศ. ๒๕๕๔

•          วันที่มีผลใช้บังคับ ๒๖ ต.ค.๕๔ี้

•         กฎ กระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงานและ จำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุน พ.ศ. ๒๕๕๔

 อัตราส่วนในการจ้างคนพิการอัตราส่วนในการจ้างคนพิการ

•         กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด

•         อัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน(ข้อ ๓)

วิธีการนับจำนวนลูกจ้างของเอกชน

•         ให้นับจำนวนลูกจ้าง ณ วันที่ ๑ ตุลาคมของแต่ละปีเพื่อคำนวณจำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน

•         กรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการมีหน่วยงานหรือสาขาในจังหวัดให้นับจำนวนลูกจ้างทุกสาขาในจังหวัดนั้นเข้าด้วยกันด้วย

•         ลูกจ้าง หมายถึง ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

•         ภาคปฏิบัติ พก.หรือจังหวัดจะมีหนังสือแจ้งเช่นเดิม

สรุปทางเลือกของเอกชน ( ๓ จ.)

•         จ้างคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓

•         จัดบริการเพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีงานทำหรือช่วยเหลืออื่นใดตามมาตรา ๓๕

•         จ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา ๓๔

 

แนวปฏิบัติสำหรับหน่วยงานของรัฐ ( ๒ จ.)

•         จ้างคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓

•         จัดบริการเพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีงานทำตามมาตรา ๓๕

วิธีการนับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน

•         ให้นับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ ๑ ตุลาคมของแต่ละปีเพื่อคำนวณจำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน

•         กรณีกระทรวงให้นับจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน กรณีอปท. รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐให้นับตามนิติบุคคล

•         ผู้ปฏิบัติงาน หมายถึง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ พนักงานยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างโครงการ

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย

•         ทำให้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่มีข้าราชการและพนักงานตั้งแต่ ๑๐๐ คนขึ้นไป

•         ครอบคลุมคนพิการได้รับประโยชน์จากที่ไม่เคยได้รับ เป็น ๑๒,๐๐๐ คน กระจายตัวไปทุกจังหวัดและกระทรวง อปท. รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ

•         กฎหมายบังคับเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นโดยหน่วยงานของรัฐต้องกำหนดวิธีการคัดเลือก

•         ฝ่าฝืนจะใช้มีมาตรบังคับทางปกครองและอาญา

•         ประสบการณ์ในต่างประเทศบังคับได้ผลดี

•         นายจ้าง หรือหน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะทำตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ สามารถดำเนินการ

•         ให้สัมปทาน  จัดสถานที่จำหน่ายสินค้า  จัดจ้างเหมาช่วงงาน ซื้อผลิตภัณฑ์ ฝึกงาน หรือช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้

 

การใช้มาตรการตามมาตรา 33

  • นาย จ้างหรือสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวนที่กำหนดตามมาตรา ๓๓ และไม่ดำเนินการตามมาตรา ๓๕ ให้ส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎกระทรวงกำหนด

•         กรณีมิได้ส่ง ส่งล่าช้าหรือส่งเงินไม่ครบถ้วนให้เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

วิธีปฏิบัติตามกฎกระทรวง

•         นาย จ้างที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามที่กำหนดในข้อ ๓ และมิได้ดำเนินการตามมาตรา ๓๕ ให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปี โดยคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนคูณ ด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน

 
 
 

บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ : 02-513-7445, 081-819-4332 โทรสาร :02-511-3903 ต่อ 102
E-mail Address : webmaster@one-stophr.com

Connect with us.