จงติตนเองเหมือนกับที่ติคนอื่น และจงให้อภัยคนอื่นเหมือนกับที่ให้อภัยตนเอง
 

   บทความสาระน่ารู้
 
รู้ให้จริงเกี่ยวกับเงินชราภาพ
วันที่ : 28 มกราคม 2558

พูดถึงเรื่องชราภาพแล้ว  เราๆท่านๆมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมักมองเป็นเรื่องไกลตัวและยังไม่ค่อยให้ความสนใจในรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมากนัก ส่วนใหญ่แล้วก็จะรู้กันแต่เพียงว่า เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) มีอายุครบ 55 ปี และพ้นสภาพการเป็นพนักงานบริษัทแล้ว ก็จะได้รับเงินบำนาญจ่ายให้เป็นรายเดือนไปจนตลอดชีวิต (ตัวอย่างสำหรับผู้ที่มีค่าจ้างเฉลี่ย 15,000 บาท ในระยะ 60 เดือนสุดท้าย ก็จะได้รับเดือนละ 3,000 บาทเป็นต้น) หรือหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ครบ 180 เดือน ก็จะได้เงินบำเหน็จ (เงินก้อนรับครั้งเดียว) เท่ากับจำนวนเงินที่ส่งเข้าประกันสังคมเฉพาะในส่วนของชราภาพและสงเคราะห์บุตร โดยคำนวณจากเงินสมทบของพนักงานและนายจ้าง บวกกับผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด แต่แท้จริงแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยบางประการที่เรายังไม่รู้ ไม่เข้าใจ (จนกว่าจะถึงวัยชราภาพและไปยื่นเรื่องขอรับเงินชราภาพจากประกันสังคม) ซึ่งจากประสบการณ์ที่พบมาพอจะสรุปให้เป็นข้อๆ ได้ดังนี้

กรณีส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี)

  1. จะได้รับเป็นเงินบำนาญเท่านั้น  (จ่ายเป็นรายเดือน)

ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ตัวอย่างกรณีผู้ที่มีค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเป็น 15,000 บาท ก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,000 บาท) ซึ่งกรณีนี้ กำลังเป็นประเด็นว่าเป็นการเอาเปรียบผู้ประกันตนที่ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จได้ เนื่องความจำเป็นในการใช้เงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางคนอยากได้เงินก้อนไว้เป็นทุนในการทำธุรกิจหรือใช้เพื่อความจำเป็นอื่นๆ ก็ทำไม่ได้เพราะต้องรับเป็นบำนาญรายเดือน จึงกำลังมีกระแสการเรียกร้องให้คสช.ช่วยผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้

        2. กรณีรับเงินบำนาญไปไม่ครบ 60 เดือนแล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชาภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นก็จะเท่ากับ 30,000 บาท  ถ้าลองคำนวณเป็นจำนวนเงินที่จะได้รับทั้งสิ้นก็จะประมาณ 207,000 บาท (คำนวณจากการรับบำนาญไปเพียง 59 งวดแล้วเสียชีวิต คือ 59x3,000=177,000+30,000 เป็น 207,000) แต่ถ้ารับครบ 60 งวดแล้วเสียชีวิต ทายาทก็จะไม่ได้รับเงิน10 เท่าดังกล่าว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีอายุยืนยาวกว่า 5 ปี หรือ 60 เดือน จึงจะได้ประโยชน์จากเงินชราภาพอย่างเต็มที่

        3. ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพจะไม่สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจตาม ม.39 ได้ ซึ่งเท่ากับว่า เราจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินสมทบในส่วนอื่นๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย และสงเคราะห์บุตร ที่สมทบมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานและเริ่มเข้าประกันสังคมได้อีก

กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน

          1. จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จเท่านั้น  (จ่ายเป็นเงินก้อนครั้งเดียว) โดย

              1.1 กรณีจ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตนที่ได้สมทบไปในส่วนของการสงเคราะห์บุตรและชราภาพ

              1.2 กรณีจ่ายเงินสมทบมากกว่า 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบในส่วนของการสงเคราะห์บุตรและชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ประกันสังคมกำหนด

           2. ผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพและสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 รวมทั้งได้ขอรับเงินชราภาพไปแล้ว สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจตาม ม.39 ได้ เพื่อรับประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และชราภาพต่อไปได้อีก (เป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับเงินสมทบกรณีชราภาพ) แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตนตาม ม.39 อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ หากต้องการรับเงินบำเหน็จชราภาพก็ต้องลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนเสียก่อน ซึ่งในกรณีนี้จะไม่สามารถสมัครกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตาม ม.39 ได้อีก
            3.
ฐานเงินเดือนที่ใช้สำหรับการคำนวณเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนตาม ม.39 คือ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน เงินสมทบที่ต้องนำส่งจะเป็นเดือนละ 432 บาท

ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายจึงควรหันมาแลดูและทำความเข้าใจในสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพกันสักนิด อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว มีเวลาอีกนานแล้วค่อยคิดก็ได้ เพราะหากไม่สนใจวางแผนในการขอรับเงินชาภาพให้ดีแล้ว อาจต้องยอมรับเงื่อนไขที่ทำให้เราต้องเสียโอกาสในเรื่องที่เราต้องการไปก็ได้ 

  • หากท่านต้องการรับบำนาญชราภาพไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น ก็ต้องรักษาสภาพการเป็นลูกจ้างและผู้ประกันตนตาม ม.33 ไว้ให้ดี ส่งเงินสมทบไปจนครบเงื่อนไข ท่านก็จะได้สิ่งที่ต้องการ

  • หากท่านคิดว่าชีวิตการเป็นลูกจ้างนั้นไม่แน่นอน และชีวิตจะอยู่ยืนยาวไปอีกนานเท่าไรก็ไม่อาจกำหนดได้ แต่จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามแต่ ได้ส่งเงินสมทบไปจนครบหรือกำลังจะครบ 180 เดือน (15 ปี)แล้ว ซึ่งตามกฎหมายประกันสังคมที่ใช้อยู่ขณะนี้กำหนดให้ท่านได้รับเป็นเงินบำนาญชราภาพเท่านั้น หากท่านต้องการรับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพเพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้สานฝันที่มีอยู่ ก็ต้องช่วยกันทั้งลูกจ้างและนายจ้างเป็นพลังส่งเสียงให้ภาครัฐแก้ไขกฎหมายให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพก็ได้โดยเร็วที่สุด  

โดย....HR Oldie

 

 

 

 

 

 

 
 
 

บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ : 02-513-7445, 081-819-4332 โทรสาร :02-511-3903 ต่อ 102
E-mail Address : webmaster@one-stophr.com

Connect with us.