จาก.....ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 16 มกรามคม 2552 - 03:53
อภิสิทธิ์ เรียกร้องสังคมรักสงบ
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 ม.ค. ที่ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดโครงการสัมมนา ทิศทางประเทศไทยในมิติ วัฒนธรรม ว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นความคาดหวังของรัฐบาล คือทุกฝ่ายที่ทำงานด้านวัฒนธรรม ต้องเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลง ในเรื่องวิธีคิด ซึ่งการเปลี่ยนดังกล่าว อาจเป็นเพียงการย้อนกลับไปสู่ค่านิยมที่ดีงาม ที่มีอยู่ในสังคมอยู่แล้ว แต่ ถูกละเลย เพื่อรองรับเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ ขณะนี้ ทุกฝ่ายต้องการเห็นความสมานฉันท์ แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศหวนกลับไปในเรื่องวัฒนธรรมของคนไทยที่รักความสงบ รักสันติ ยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคม ถ้าทำได้มั่นใจว่าจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ในการคลี่คลายปัญหาต่างๆที่ขัดแย้งในสังคม
ในโอกาสนี้นายกฯได้มอบโล่เกียรติคุณแก่พลเมืองดีที่ได้รับการยกย่อง ได้แก่ 1. น.ส.ดารุณี มีสุวรรณ ที่พบกระเป๋าเงินและทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อคืนเจ้าของ 2. นางมะลิ รัตนเณร พนักงานทำความสะอาด ที่พบกระเป๋าเงินนักท่องเที่ยวมีเงินและทรัพย์สินกว่า 2 แสนบาท และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อคืนเจ้าของ และ 3. นายเดโช ภัยแก้ว อาจารย์โรงเรียนเบญจมราชูทิศปัตตานี ที่ช่วยชีวิต 2 หนูน้อยเหยื่อระเบิดจักรยานยนต์ ที่หน้าห้างสรรพสินค้าปัตตานีซุปเปอร์มาร์เก็ต
บอกชาวโลกไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น เพื่อบรรยายหัวข้อ Fending Off Economic Crisis in Thailand ให้กับผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ และผู้บริหารกองทุน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การนำความสามัคคี และความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศไทยเป็นภารกิจหลัก ที่รัฐบาลประกาศอย่างชัดเจน ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลได้ทำให้คนทั่วโลกรู้ว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ด้วยการยืนยันความพร้อม ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 17 ก.พ.-1 มี.ค. นอกจากนี้ยังได้จัดทำงบประมาณกลางปี เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ทำให้หลังจากนี้ไป เม็ดเงินจะทยอยเข้าสู่ระบบ ขณะเดียวกันได้ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจ เพื่อนำเงินเข้าสู่ระบบ เชื่อว่าจะทำให้เงินกระจายไปยังท้องถิ่นตามที่ต้องการ รวมทั้งยังมีมาตรการทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยเหลือครอบคลุมบุคคลทุกกลุ่ม
ขอให้นักลงทุนพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่โฟกัสไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพราะตอนนี้มีบางคนติงว่า ทำไมช่วยแต่คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ทั้งๆที่ช่วยคนกลุ่มหนึ่ง ก็จะส่งผลบวกไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นเดียวกัน เช่น การช่วยนำเงิน เข้ากระเป๋าผู้มีรายได้น้อย ก็จะช่วยให้มีการจับจ่าย เงินในระบบก็หมุนเวียน ของก็ขายได้ นายอภิสิทธิ์กล่าว
53 เริ่มจัดระบบสวัสดิการชุมชน
ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาในการประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1/2552 ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอกทำเนียบรัฐบาล โดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรชุมชนหรือองค์กรชุมชนต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ คิดว่าเป็นเป้าหมายที่ดี แต่อย่าตั้งเป้าเรื่องจำนวน เพราะความสำเร็จ ของตัวองค์กรจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดีที่สุด ขณะนี้พยายามช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม เช่น กรณีผู้สูงอายุก็จะจัดเบี้ยยังชีพให้ทั่วถึงมากขึ้น รวมทั้งการเรียนฟรี รักษาฟรี เรียนว่าเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ที่ต้องการให้เกิดความตื่นตัว อย่างไรก็ตาม ถามว่ากรณีผู้สูงอายุเงิน 500 บาทพอไหม เรียนว่าไม่พอหรอก เพราะสิ่งที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นก็คือระบบสวัสดิการ แต่ต้องเรียนรู้จากระบบสวัสดิการที่ล้มเหลวในหลายๆประเทศ เพราะในที่สุดไม่สามารถแบกรับได้ด้วยการเก็บภาษีอากร
ได้บอกให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ไปดูแล้วครับว่าเริ่มต้นปีงบประมาณ 2553 จะทำได้ไหมในเรื่องของการจัดระบบสวัสดิการชุมชน ชาวบ้านจ่ายวันละบาท รัฐบาลก็ใส่ให้วันละบาทเท่ากัน และไปดูสิว่าจะให้ส่วนท้องถิ่นใส่อีก 1 บาทด้วย เท่ากับว่าท่านใส่ 1 ได้ 2 กำลังให้ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมด เพื่อที่จะดูต่อไปด้วย เพื่อจะให้เกิดความยั่งยืนของระบบ นายกฯกล่าว
ย้ำจ่ายเงิน 2,000 บาทคิดดีแล้ว
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ถึงกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการอัดเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้ที่มีเงินเดือนน้อยว่า ได้คิดดีแล้ว ซึ่งผลวิจัยของทีดีอาร์ไอก็เสนอให้รัฐจ่ายเงินลูกจ้างสมทบประกันสังคม แทนเพื่อเป็นการช่วยให้มีเงินสำหรับคนในประกันสังคม อย่างไรก็ตาม ได้ ติดตามเศรษฐกิจทั่วโลก ยืนยันว่าได้ติดตามข่าวสารการวิเคราะห์ทุกแห่ง ก็มองตรงกันว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการเพิ่มกำลังซื้อให้กับคน เป็นการช่วยธุรกิจโดยไม่ต้องไปบิดเบือนกลไกตลาด ต่อข้อถามว่าเงิน 2,000 บาทน้อยเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ก็ยังดีกว่าไม่มี ส่วนคนกลุ่มอื่นรัฐบาลก็ให้การช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือคนว่างงาน สำหรับคำวิจารณ์เราก็รับฟัง ท่านไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ก็เชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะฟื้นเศรษฐกิจให้เร็วและได้ผลที่สุด เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าเป็นการหาเสียง นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ จำเป็นต้องหาเสียง
ไพฑูรย์ ลั่นแจก 2 พันถึงแน่
นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลแรงงานกลาง มีจำนวนมากกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา มีลูกจ้างฟ้องร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างเพิ่มมากขึ้นจำนวน 12,282 คดี และคาดว่าในปี 2552 ศาลแรงงานกลางจะมีปริมาณคดีฟ้องใหม่ สูงกว่าปี 51 กว่า 20,000 คดี ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะพยายามลดการขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้มากที่สุด ส่วนกรณีที่มีการคัดค้านการให้เงินช่วยเหลือผู้ประกันตน ที่มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 14,999 บาทนั้น ขอชี้แจงว่าเงินนี้จะทำให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อทำให้เกิดการซื้อ การขาย การผลิตและการสร้างงาน ทั่วโลกเขาก็ทำกัน เราก็ต้องนำมาใช้เช่นกันและรัฐบาลพร้อมที่จะรับผิดชอบ โดยยืนยันว่าผู้ประกันตนที่ไม่มีเลขที่บัญชีธนาคารก็รับเงินนี้ได้ เพราะทางสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และกรมบัญชีกลาง มีฐานข้อมูลผู้ประกันตนครบถ้วนสามารถตรวจสอบได้ และพร้อมทั้งจะนำเงินส่งให้กับผู้ประกันตนโดยวิธี การอื่นๆ ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่าที่กำหนดจะได้รับเงินถึงมือทุกคน
อัดรัฐบาลซื้อเสียงแรงงานล่วงหน้า
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเตรียมจ่ายเงิน 2 พันบาทต่อคน ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือน ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทว่า เรื่องนี้เข้าข่ายซื้อเสียงล่วงหน้า ทำให้ประชาชนฮือฮา หวือหวา พยายามใช้ประชานิยมดับเบิ้ลเพื่อลบล้างระบอบทักษิณ เพื่อให้ดูดีกว่านโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลทักษิณ ทำให้นักวิชาการไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประชานิยมที่ไม่ยั่งยืนเหมือนกองทุนหมู่บ้าน ที่ทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบต่อเนื่อง ดังนั้น ในสัปดาห์หน้าจะเชิญกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณแผ่นดิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มาชี้แจง
เทพไท รับเปิดตำแหน่ง ผช.รมต.
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นอีกครั้งว่า ยอมรับว่าอาจมีความจำเป็นต้องเปิดตำแหน่งดังกล่าวจริงในอนาคตอันใกล้ แต่ทั้งนี้ยังเป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลก่อนๆสามารถเปิดตำแหน่งนี้ได้โดยใช้ระเบียบสำนักนายกฯ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนไม่ห้ามไว้ แต่ขณะนี้เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ต้องมาพิจารณาดูว่าตำแหน่งนี้มีข้อห้ามไว้ในกฎหมายหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ว่าสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร เรารัฐบาลเองก็ไม่อยากทำอะไรที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่กำหนดไว้ ทางที่ดีที่สุดคือต้องศึกษาและส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าขั้นตอนต่างๆ สามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร คาดว่าคงใช้เวลาไม่นานและยังกำหนดไม่ได้ ว่าจะส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อใด ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาล
จาก.....ASTVผู้จัดการออนไลน์13 มกราคม 2552 19:44 น.
"ไพฑูรย์" เผยงบช่วยคนตกงาน-ว่างงาน ผ่าน ครม.แล้ว 2.2 หมื่นล. เหลือ 18 โครงการ 5,000 ล. ยังต้องตัดทอน ขณะที่ เลขาธิการ สปส.เผยวิธีจ่ายเงินเข้าบัญชีตรง ไม่ผ่านบริษัท ด้านผู้นำแรงงานระบุ เงิน 2,000 บาท แก้ปัญหาได้น้อย วอนวางแผนแก้ระยะยาว นายไพฑูรย์ แก้วทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการแนวทางการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกประกันสังคม (สปส.) และบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,000 บาทต่อคน ว่า กระทรวงแรงงานได้เสนอ ครม.อนุมัติเงินงบประมาณในส่วนของงบประมาณกลางปี 1.1 แสนล้านบาท รวมเป็นเงิน 22,900 ล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน คือ
หนึ่ง-เงินช่วยเหลือค่าชีพของผู้ประกันตนจำนวน 8.01 ล้านคน รายละ 2,000 บาท เป็นเงิน 16,000 ล้านบาท โดยจะจ่ายในเดือนมีนาคม และสอง-เงินฝึกอบรมอาชีพช่วยเหลือผู้ที่ว่างงานจำนวน 6,900 ล้านบาท ตั้งเป้าจะช่วยเหลือผู้ประกันตน 500,000 คน ทั้งนี้ จะใช้เงินสำรองจ่ายไปก่อนจำนวน 120 ล้านบาท ส่วนงบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท 18 โครงการ ยังต้องรอการพิจารณา
ด้าน นายปั้น วรรณวินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า อนุมัติหลักการแนวทางการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกประกันสังคม (สปส.) และบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,000 บาทต่อคนว่า สำหรับผู้ประกันในระบบประกันสังคมขณะนี้มีอยู่จำนวน 9.3 ล้านคน และคนที่มีฐานเงินเดือนไม่เกิน 14,000 บาท ที่จะได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้ มีจำนวน 8.01 ล้านคน โดย สปส.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องฐานข้อมูลผู้ประกันตน พร้อมกับวางระบบเพื่อขอบัญชีเลขธนาคารของผู้ประกันทั้ง 8.01 ล้านคน แยกสมาชิกแต่ละธนาคาร หลังจากนั้นจะนำเสนอให้กับกรมบัญชีกลางเพื่อจ่ายเงินเข้าสู่บัญชีของลูกจ้างผู้ประกันตนโดยตรง โดยไม่ผ่านฝ่ายธุรการ หรือฝ่ายบุคคลของสถานประกอบการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลให้เราก็จะรับไว้ แต่ยังคิดไม่ออกว่าเงินจำนวนดังกล่าวให้มาแล้วจะไปใช้จ่ายอะไรได้บ้าง อาจจะลดภาระได้บ้างนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลมองการแก้ไขปัญหาระยะยาวมากกว่า เพราะเรื่องนี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่สั้นมาก ส่วนเรื่องการลดเงินสมทบของประกันสังคม ต้องคิดให้ดีว่ากระทบกับกองทุนชราภาพในอนาคตหรือไม่ และจำนวนเงินดังกล่าวมีเพียงลูกจ้างที่อยู่ในระบบเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลขยายการช่วยเหลือให้กับลูกจ้างที่เป็นแรงงานนอกระบบด้วย เพราะเขาก็เป็นคนยากจนเหมือนกัน ส่วนการลดเงินสมทบลูกจ้างได้รับผลประโยชน์ไม่มาก ขณะที่นายจ้างที่มีลูกจ้างจำนวนมากได้ผลประโยชน์ไปเต็มที่